23 ก.พ. 2566
บัตรลุงตู่ สู่อาชีพที่ยังยืน
“ช่างเย็บผ้า” หนึ่งในอาชีพที่น่าสนใจที่เป็นได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม แต่ไม่ใช่ใครก็สามารถตัดเย็บเสื้อผ้าได้ เพราะต้องอาศัยองค์ความรู้ที่หลากหลาย ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในส่วนของกระทรวงแรงงานได้เล็งเห็นโอกาสในการสร้างอาชีพของประชาชน ผ่านการพัฒนาทักษะให้แก่แรงงานตามบริบทของพื้นที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงได้มอบหมายให้ นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) และนางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงพื้นที่ไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อไปเยี่ยมเยือนกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บัตรลุงตู่ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์เข้ารับฝึกอบรมในครั้งนี้ รวมถึงไปมอบอุปกรณ์ทำกิน ได้แก่ จักรเย็บผ้า คนละ 1 เครื่อง เพื่อไปต่อยอดอาชีพ
ทิพวัลย์ พงศ์พรหม อายุ 40 ปี ก่อนหน้านี้ได้เรียนเสริมสวยจากกรุงเทพ และกลับมาเปิดร้านเสริมสวยที่บ้าน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน แต่หลังจากโควิด - 19 แพร่ระบาด ลูกค้าน้อยลง โชคดีที่แม่เปิดร้านเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดเปิดท้ายที่ลานสะกาอยู่แล้ว จึงไปช่วยแม่ขายเสื้อผ้า แต่พอเศรษฐกิจแย่ลงเรื่อย ๆ จึงคิดว่าถ้าจะขายเสื้อผ้าอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีช่องทางการหารายได้เพิ่ม ก็ไปคั้นน้ำส้มขายประมาณ 3 ปี ผลตอบรับดีในช่วงแรก แต่พอผ่านไปสักพักรายได้ก็น้อยลง เพราะกำลังซื้อน้อยลง จึงเข้ามาสู่วงการเย็บผ้า เริ่มจากลองเล่นจักรเย็บผ้าของคุณแม่ ก็พอเย็บผ้าเป็นบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับการออกแบบสร้าง Patern จึงมีความสนใจและอยากพัฒนาฝีมือของตัวเองที่นอกจากการตัดเย็บเสื้อ เช่น กระเป๋า ชุดเสื้อผ้าวัยรุ่น เป็นต้น เพื่อหากลุ่มลูกค้าเพิ่มให้คุณแม่ จึงตัดสินใจเข้ารับการฝึกอบรมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 22 นครศรีธรรมราช ใช้เวลาในการอบรม 5 วัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกับการเย็บผ้าทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การรู้จักอุปกรณ์ วิธีการสร้าง Patern เทคนิคและวิธีการวัดตัว จนทำให้วันนี้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดให้เกิดความชำนาญ สู่การตัดเย็บเสื้อผ้าขายหลากหลายรูปแบบ และยังรับบริการซ่อมแซมเสื้อผ้าอีกด้วย เมื่อก่อนมีรายได้ไม่แน่นอน แต่หลังจากผ่านการฝึกอบรมแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 - 6,000 บาท ซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่เปิดให้มีโครงการดี ๆ แบบนี้ มีเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรานำไปต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างรายได้
เช่นเดียวกับสุดจิตต์ พาหูรัตน์ อายุ 55 ปี ก่อนหน้านี้ทำอาชีพรับจ้างกรีดยาง และมีความชอบด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าจากการเห็นคุณย่าใช้เข็มสอยเสื้อผ้าจึงหัดทำด้วยตัวเองมาเรื่อย ๆ ตอนนี้รับแก้ทรงเสื้อผ้า ซ่อมแซมเสื้อผ้าทั่วไป มีรายได้เฉลี่ย 4,000 - 5,000 บาทต่อเดือน แต่หลังจากผ่านการอบรม ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการตัดเย็บเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะนำมาต่อยอดพัฒนาฝีมือของตัวเองเพื่อรับเสื้อผ้ามาซ่อมแซม และมีความคิดที่จะเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เพื่อให้มีรายได้ สามารถจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัวได้เพิ่มมากขึ้น จึงอยากเชิญชวนคนที่สนใจการตัดเย็บเสื้อผ้าให้เข้ามาฝึกอบรมกับทางสถาบันฯ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหารายได้ และขอบคุณทุกส่วนงานไม่ว่าจะเป็นครูที่ฝึกสอน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตลอดจนรัฐบาลที่ได้เห็นความสำคัญของการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน
จากการร่วมมือร่วมใจในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้และทักษะเพิ่มเติม อีกทั้งเครื่องมือทำกินที่ได้รับไปจะสามารถนำไปต่อยอดอาชีพ ทำให้มีรายได้เพิ่มเติมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไปอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรมสามาถติดต่อได้ที่ สถาบัน/สำนักพัฒนาฝีมือแรงงาน ในจังหวัด หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเบื้องต้นได้ที่ 1506 กด 4 สายด่วนกระทรวงแรงงาน (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน)
ผู้เขียน: นายปรีชา ขยัน นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ
กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกระทรวงแรงงาน